Home Page

ประเภทของสิว

หลุมสิวมีกี่ประเภท ประเภทหลุมสิวแตกต่างกันอย่างไร รักษาเหมือนกันไหม

จริงอยู่ที่หลุมสิวไม่ได้สร้างบาดแผลให้เจ็บปวดทางกาย แต่หากมันมีเยอะเกินไปจนลามไปทั่วหน้า ก็อาจส่งผลต่อความมั่นใจทั้งตอนพบปะผู้คนหรือแม้แต่ตอนส่องกระจกมองตัวเองด้วยเช่นกัน หลายคนอาจเข้าใจผิดว่าหลุมสิวแบบไหนก็เหมือนกัน เลยพากันไปทายารักษาหลุมสิวแล้วก็รอว่าเมื่อไหร่หลุมสิวจะหายสักที แต่ในความเป็นจริงแล้วประเภทหลุมสิวไม่ได้เหมือนกันเลย ด้วยเหตุนี้เราจะขอพาทุกคนมาทำความรู้จักกับหลุมสิวแต่ละประเภท เพื่อให้คุณเตรียมตัวและอดทนกับการรอผลลัพธ์หลังการรักษาได้โดยไม่ถอดใจไปซะก่อน ประเภทหลุมสิว บ่งบอกอะไรได้บ้าง? ถ้าไม่สังเกตดี ๆ หลายคนก็คงแยกประเภทหลุมสิวไม่ออกแน่นอน และการที่แยกไม่ออกนี้เองก็ส่งผลต่อการเลือกวิธีรักษาหลุมสิวด้วยเช่นกัน โดยหลุมสิวแต่ละประเภทบ่งบอกถึงข้อมูลสำคัญดังต่อไปนี้ หลุมสิวมีกี่ประเภท? 1. หลุมสิวระดับตื้น (Rolling Scar) เป็นประเภทหลุมสิวที่มีระดับความลึกน้อยที่สุด มีลักษณะเป็นแอ่งกว้าง ขอบหลุมไม่ชัดเจน มองเห็นเป็นรอยคลื่นย้วยบนผิวหน้า หลุมสิวประเภทนี้เกิดจากพังผืดใต้ผิวหนังดึงรั้งผิวชั้นบนลงมา แม้แผลจะกว้างแต่ก็มีความลึกเพียงเล็กน้อย จึงรักษาง่ายกว่าและมีโอกาสที่ผิวจะกลับมาเรียบเนียนได้สูงกว่าประเภทอื่น 2. หลุมสิวระดับปานกลาง (Boxcar Scar) เป็นประเภทหลุมสิวที่มีระดับความลึกปานกลาง มีลักษณะเป็นร่องบุ๋มขอบชัดเจนคล้ายกับรอยแผลเป็นจากโรคอีสุกอีใส มีทั้งรูปแบบสี่เหลี่ยม วงกลม หรือวงรี โดยเกิดจากการอักเสบของสิวที่ลึกจนเข้าไปทำลายคอลลาเจนในชั้นเนื้อเยื่อไปพอสมควร จัดเป็นหลุมสิวที่รักษายากในระดับปานกลาง จำเป็นต้องใช้ระยะเวลาและการฟื้นฟูเนื้อเยื่อมากกว่าแบบตื้น 3. หลุมสิวระดับลึก (Ice Pick Scar) เป็นประเภทหลุมสิวที่มีระดับความลึกมากที่สุดในบรรดาหลุมสิวทั้งหมด มีลักษณะเป็นรูแคบ ปากแผลเล็กแต่ลึกลงไปถึงชั้นผิว Dermis ดูคล้ายถูกที่เจาะน้ำแข็งปักลงไป หลุมสิวประเภทนี้เกิดจากการอักเสบเรื้อรังอย่างรุนแรงของสิวในระดับลึก จัดเป็นประเภทหลุมสิวที่รักษายากที่สุดและต้องอาศัยทั้งเวลาและการดูแลทางการแพทย์ที่สม่ำเสมอเพื่อฟื้นฟูเนื้อเยื่อจากใต้ชั้นผิวขึ้นมาเติมเต็ม หลุมสิวแต่ละประเภทรักษาเหมือนกันไหม? การหลุมสิวแต่ละประเภทนั้นไม่เหมือนกันเลย เพราะหลุมสิวแต่ละประเภทมีระดับความลึก รูปแบบพังผืด […]

pm_content

October 1, 2026

การดูแลรักษา

วิธีรักษาหลุมสิวมีกี่แบบ ใช้เวลานานไหม แบบไหนดีที่สุด

สำหรับใครที่มีปัญหาหลุมสิวตื้นลึกกวนใจที่ทำให้หมดความมั่นใจ และกำลังมองหาวิธีรักษาผิวหน้าให้กลับมาเรียบเนียนอีกครั้ง ก็อาจสงสัยว่ามีวิธีรักษาหลุมสิวแบบไหนน่าสนใจบ้าง แต่ละวิธีใช้เวลานานแค่ไหนกว่าจะเห็นผลชัดเจน แล้วแบบไหนถึงจะเหมาะกับผิวหน้าของเรามากที่สุด บทความนี้เรามีข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับการรักษาแต่ละรูปแบบมาฝากกัน หลุมสิวรักษาเองได้ไหม ใช้เวลานานไหม? การรักษาหลุมสิวในปัจจุบันมีทั้งแบบรักษาด้วยตัวเองโดยใช้ยาทาและแบบรักษาด้วยการทำหัตถการ สำหรับระยะเวลาในการรักษาหลุมสิวนั้นจะขึ้นอยู่กับระดับความลึกของแผลและวิธีรักษาที่ใช้ โดยทั่วไปจะใช้เวลาประมาณ 3-6 เดือนขึ้นไป จึงจะเริ่มเห็นผลลัพธ์หลังการรักษา เนื่องจากกระบวนการสร้างคอลลาเจนและการฟื้นฟูเนื้อเยื่อใต้ชั้นผิวตามธรรมชาติจะต้องอาศัยเวลานานพอสมควร แต่สำหรับการทำหัตถการอย่างเลเซอร์ ตัดพังผืด หรือคลื่นวิทยุ จะต้องทำต่อเนื่องอย่างน้อย 3-5 ครั้ง โดยเว้นระยะห่างทุก ๆ 4-6 สัปดาห์ เพื่อให้ผิวได้ฟื้นตัว ส่วนการใช้นวัตกรรมเติมเต็มผิวอาจเห็นผลทันที แต่ยังคงต้องดูแลผิวควบคู่ไปอย่างสม่ำเสมอด้วย เพื่อผลลัพธ์ที่ยั่งยืน ปัจจัยที่มีผลต่อการรักษาหลุมสิว มีอะไรบ้าง? หลายคนอาจคิดว่าถ้ารักษาด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยก็อาจช่วยให้หลุมสิวหายไวขึ้น แต่ในความเป็นจริงแล้วยังมีอีกหลายปัจจัยที่มีผลต่อการรักษาหลุมสิว ไม่ว่าจะเป็น วิธีรักษาหลุมสิวมีกี่แบบ? วิธีการรักษาหลุมสิวในปัจจุบันมีทั้งหมด 6 แบบ แต่ละแบบจะมีวิธีการรักษาและระยะเวลาที่แตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับประเภทของหลุมสิว ทั้งนี้คนไข้แต่ละลายอาจได้รับการรักษาเพียงแค่วิธีเดียวหรืออาจใช้วิธีอื่นควบคู่กันไปได้ด้วยเช่นกัน โดยแต่ละวิธีมีรายละเอียดดังนี้ 1. การทายากลุ่มอนุพันธ์วิตามินเอ (Retinoids) เป็นวิธีรักษาหลุมสิวด้วยตัวเองระดับเริ่มต้นโดยการใช้ยาในกลุ่มอนุพันธ์วิตามินเอ เช่น Tretinoin, Adaptalene หรือ Trifarotene เพื่อเร่งกระบวนการผลัดเซลล์ผิวชั้นนอกและกระตุ้นการสังเคราะห์คอลลาเจนใหม่ในชั้นผิวให้เป็นไปตามธรรมชาติ จุดเด่นของการรักษาประเภทนี้คือความปลอดภัย ทำได้เองที่บ้าน และมีค่าใช้จ่ายถูกสุดเมื่อเทียบกับวิธีอื่น […]

pm_content

September 28, 2026

PimpleCenter ศูนย์รวมเรื่องสิวๆ


Pimple Center ชุมชนสำหรับเพื่อนๆ ที่มีปัญหาเรื่องสิว เพราะเราเองก็เป็นหนึ่งในนั้น เราจึงอยากสร้างคอนเทนต์ความรู้เรื่องสิวที่ถูกต้อง และเชื่อถือได้ จากการรวบรวมข้อมูลจากแหล่งข้อมูลต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นแพทย์ หนังสือ หรือบทความงานวิจัย เพื่อให้เพื่อนๆ นำไปใช้เป็นความรู้ในการดูแลรักษา ทวงคืนหน้าใสๆ ของเรากลับมา!

PimpleCenter.com เป็นเว็บไซต์ที่เพิ่งเปิดใหม่ อยู่ในช่วงของการเริ่มผลิตคอนเทนต์ ใครที่เข้ามายังเว็บไซต์เราตอนนี้อยากแนะนำทิศทางในการสร้างชุมชนคนเป็นสิวอย่างไรสามารถส่งข้อความหาเราได้เลยโดยคลิกที่นี่ เรายินดีนำมาพิจารณาและสร้างชุมชนนี้ไปด้วยกันค่ะ

หลุมสิวมีกี่ประเภท ประเภทหลุมสิวแตกต่างกันอย่างไร รักษาเหมือนกันไหม

จริงอยู่ที่หลุมสิวไม่ได้สร้างบาดแผลให้เจ็บปวดทางกาย แต่หากมันมีเยอะเกินไปจนลามไปทั่วหน้า ก็อาจส่งผลต่อความมั่นใจทั้งตอนพบปะผู้คนหรือแม้แต่ตอนส่องกระจกมองตัวเองด้วยเช่นกัน หลายคนอาจเข้าใจผิดว่าหลุมสิวแบบไหนก็เหมือนกัน เลยพากันไปทายารักษาหลุมสิวแล้วก็รอว่าเมื่อไหร่หลุมสิวจะหายสักที แต่ในความเป็นจริงแล้วประเภทหลุมสิวไม่ได้เหมือนกันเลย ด้วยเหตุนี้เราจะขอพาทุกคนมาทำความรู้จักกับหลุมสิวแต่ละประเภท เพื่อให้คุณเตรียมตัวและอดทนกับการรอผลลัพธ์หลังการรักษาได้โดยไม่ถอดใจไปซะก่อน ประเภทหลุมสิว บ่งบอกอะไรได้บ้าง? ถ้าไม่สังเกตดี ๆ หลายคนก็คงแยกประเภทหลุมสิวไม่ออกแน่นอน และการที่แยกไม่ออกนี้เองก็ส่งผลต่อการเลือกวิธีรักษาหลุมสิวด้วยเช่นกัน โดยหลุมสิวแต่ละประเภทบ่งบอกถึงข้อมูลสำคัญดังต่อไปนี้ หลุมสิวมีกี่ประเภท? 1. หลุมสิวระดับตื้น (Rolling Scar) เป็นประเภทหลุมสิวที่มีระดับความลึกน้อยที่สุด มีลักษณะเป็นแอ่งกว้าง ขอบหลุมไม่ชัดเจน มองเห็นเป็นรอยคลื่นย้วยบนผิวหน้า หลุมสิวประเภทนี้เกิดจากพังผืดใต้ผิวหนังดึงรั้งผิวชั้นบนลงมา แม้แผลจะกว้างแต่ก็มีความลึกเพียงเล็กน้อย จึงรักษาง่ายกว่าและมีโอกาสที่ผิวจะกลับมาเรียบเนียนได้สูงกว่าประเภทอื่น 2. หลุมสิวระดับปานกลาง (Boxcar Scar) เป็นประเภทหลุมสิวที่มีระดับความลึกปานกลาง มีลักษณะเป็นร่องบุ๋มขอบชัดเจนคล้ายกับรอยแผลเป็นจากโรคอีสุกอีใส มีทั้งรูปแบบสี่เหลี่ยม วงกลม หรือวงรี โดยเกิดจากการอักเสบของสิวที่ลึกจนเข้าไปทำลายคอลลาเจนในชั้นเนื้อเยื่อไปพอสมควร จัดเป็นหลุมสิวที่รักษายากในระดับปานกลาง จำเป็นต้องใช้ระยะเวลาและการฟื้นฟูเนื้อเยื่อมากกว่าแบบตื้น 3. หลุมสิวระดับลึก (Ice Pick Scar) เป็นประเภทหลุมสิวที่มีระดับความลึกมากที่สุดในบรรดาหลุมสิวทั้งหมด มีลักษณะเป็นรูแคบ ปากแผลเล็กแต่ลึกลงไปถึงชั้นผิว Dermis ดูคล้ายถูกที่เจาะน้ำแข็งปักลงไป หลุมสิวประเภทนี้เกิดจากการอักเสบเรื้อรังอย่างรุนแรงของสิวในระดับลึก จัดเป็นประเภทหลุมสิวที่รักษายากที่สุดและต้องอาศัยทั้งเวลาและการดูแลทางการแพทย์ที่สม่ำเสมอเพื่อฟื้นฟูเนื้อเยื่อจากใต้ชั้นผิวขึ้นมาเติมเต็ม หลุมสิวแต่ละประเภทรักษาเหมือนกันไหม? การหลุมสิวแต่ละประเภทนั้นไม่เหมือนกันเลย เพราะหลุมสิวแต่ละประเภทมีระดับความลึก รูปแบบพังผืด […]

pm_content

October 1, 2026

วิธีรักษาหลุมสิวมีกี่แบบ ใช้เวลานานไหม แบบไหนดีที่สุด

สำหรับใครที่มีปัญหาหลุมสิวตื้นลึกกวนใจที่ทำให้หมดความมั่นใจ และกำลังมองหาวิธีรักษาผิวหน้าให้กลับมาเรียบเนียนอีกครั้ง ก็อาจสงสัยว่ามีวิธีรักษาหลุมสิวแบบไหนน่าสนใจบ้าง แต่ละวิธีใช้เวลานานแค่ไหนกว่าจะเห็นผลชัดเจน แล้วแบบไหนถึงจะเหมาะกับผิวหน้าของเรามากที่สุด บทความนี้เรามีข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับการรักษาแต่ละรูปแบบมาฝากกัน หลุมสิวรักษาเองได้ไหม ใช้เวลานานไหม? การรักษาหลุมสิวในปัจจุบันมีทั้งแบบรักษาด้วยตัวเองโดยใช้ยาทาและแบบรักษาด้วยการทำหัตถการ สำหรับระยะเวลาในการรักษาหลุมสิวนั้นจะขึ้นอยู่กับระดับความลึกของแผลและวิธีรักษาที่ใช้ โดยทั่วไปจะใช้เวลาประมาณ 3-6 เดือนขึ้นไป จึงจะเริ่มเห็นผลลัพธ์หลังการรักษา เนื่องจากกระบวนการสร้างคอลลาเจนและการฟื้นฟูเนื้อเยื่อใต้ชั้นผิวตามธรรมชาติจะต้องอาศัยเวลานานพอสมควร แต่สำหรับการทำหัตถการอย่างเลเซอร์ ตัดพังผืด หรือคลื่นวิทยุ จะต้องทำต่อเนื่องอย่างน้อย 3-5 ครั้ง โดยเว้นระยะห่างทุก ๆ 4-6 สัปดาห์ เพื่อให้ผิวได้ฟื้นตัว ส่วนการใช้นวัตกรรมเติมเต็มผิวอาจเห็นผลทันที แต่ยังคงต้องดูแลผิวควบคู่ไปอย่างสม่ำเสมอด้วย เพื่อผลลัพธ์ที่ยั่งยืน ปัจจัยที่มีผลต่อการรักษาหลุมสิว มีอะไรบ้าง? หลายคนอาจคิดว่าถ้ารักษาด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยก็อาจช่วยให้หลุมสิวหายไวขึ้น แต่ในความเป็นจริงแล้วยังมีอีกหลายปัจจัยที่มีผลต่อการรักษาหลุมสิว ไม่ว่าจะเป็น วิธีรักษาหลุมสิวมีกี่แบบ? วิธีการรักษาหลุมสิวในปัจจุบันมีทั้งหมด 6 แบบ แต่ละแบบจะมีวิธีการรักษาและระยะเวลาที่แตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับประเภทของหลุมสิว ทั้งนี้คนไข้แต่ละลายอาจได้รับการรักษาเพียงแค่วิธีเดียวหรืออาจใช้วิธีอื่นควบคู่กันไปได้ด้วยเช่นกัน โดยแต่ละวิธีมีรายละเอียดดังนี้ 1. การทายากลุ่มอนุพันธ์วิตามินเอ (Retinoids) เป็นวิธีรักษาหลุมสิวด้วยตัวเองระดับเริ่มต้นโดยการใช้ยาในกลุ่มอนุพันธ์วิตามินเอ เช่น Tretinoin, Adaptalene หรือ Trifarotene เพื่อเร่งกระบวนการผลัดเซลล์ผิวชั้นนอกและกระตุ้นการสังเคราะห์คอลลาเจนใหม่ในชั้นผิวให้เป็นไปตามธรรมชาติ จุดเด่นของการรักษาประเภทนี้คือความปลอดภัย ทำได้เองที่บ้าน และมีค่าใช้จ่ายถูกสุดเมื่อเทียบกับวิธีอื่น […]

pm_content

September 28, 2026

กดสิวเอง ดีไหม กดแล้วจะหายไหม หลังกดสิวควรทําอะไรต่อ 

พอเห็นผิวหน้าตัวเองในกระจก หลายคนอาจรู้สึกอยากกดสิวออกให้หายเจ็บสักที แต่ก็เคยได้ยินมาเหมือนกันว่า ถ้ากดแล้วสิวจะกลับมาซ้ำจุดเดิม ทำเอาหลายคนลังเลว่าการกดแล้วดีไหม สิวจะหายขาดไปเลยรึเปล่า หัวสิวแบบไหนที่กดได้ ตรงไหนที่ห้ามแตะ แล้วหลังกดสิวเสร็จ ควรดูแลผิวอย่างไรไม่ให้เกิดรอยดำทิ้งไว้ บทความนี้มีคำตอบ การกดสิว ดีไหม? หากพูดถึงความปลอดภัยแล้ว การกดสิวเสี้ยนเป็นวิธีที่ปลอดภัยกว่าการบีบสิวพอสมควร เพราะการใช้ที่กดสิวจะช่วยกระจายแรงกดให้สม่ำเสมอรอบทิศทาง อีกทั้งมีหัวโลหะที่ใช้เจาะและเปิดทางให้สิ่งอุดตันหลุดออกมา จึงช่วยลดการบอบช้ำของเนื้อเยื่อรอบข้าง ต่างจากการใช้นิ้วบีบสิวที่จะส่งแรงอัดลงสู่ผิวชั้นลึก จนผนังรูขุมขนปริแตกและดันเชื้อแบคทีเรียให้กระจายตัวออกด้านข้าง ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของการอักเสบรุนแรง ติดเชื้อซ้ำซ้อน และเกิดรอยแผลเป็นลึกตามมา กดสิวแล้วจะหายไหม? แม้ว่าการกดสิวจะช่วยให้สิวอุดตันเม็ดนั้นหลุดออกในทันที แต่ไม่ได้การันตีว่าจะหายขาดถาวร เพราะการกดสิวเป็นการเอาสิ่งอุดตันที่สะสมอยู่ออกจากรูขุมขนเท่านั้น หากไขมันใต้ผิวยังคงผลิตออกมามากเกินไป หรือเซลล์ผิวเก่ายังผลัดตัวผิดปกติ สิวเม็ดใหม่ก็พร้อมจะขึ้นซ้ำที่เดิมได้เรื่อย ๆ ดังนั้นการกดสิวจึงต้องทำควบคู่ไปกับการปรับพฤติกรรม ทายาละลายสิ่งอุดตัน หรือดูแลความสะอาดให้ถูกวิธี เพื่อตัดวงจรไม่ให้สิ่งสกปรกกลับมาหมักหมมจนกลายเป็นสิวขึ้นมาอีก กดสิวบ่อย ดีไหม? ต่อให้การกดสิวจะปลอดภัยกว่าการบีบสิว แต่ก็ไม่ควรกดสิวบ่อย ๆ เด็ดขาด เพราะการรบกวนผิวซ้ำ ๆ จะทำให้รูขุมขนระคายเคืองและบอบช้ำสะสม เสี่ยงต่อการเกิดผื่นแพ้ อักเสบ ติดเชื้อซ้ำซ้อน และกระตุ้นให้เกิดรอยดำหรือรอยแผลเป็นง่ายขึ้น อีกทั้งการกดสิวเป็นการรักษาที่ปลายเหตุ จึงจัดการกับสิ่งอุดตันได้แค่ชั่วคราว ดังนั้น ควรกดสิวแค่เฉพาะตอนที่มีสิวอุดตันหัวเปิด พร้อมให้กดจริงๆ และเว้นระยะห่างแต่พอดี แค่เดือนละ […]

pm_content

September 28, 2026

บีบสิวดีไหม ถ้าไม่บีบสิว สิวจะหายไหม ห้ามบีบตรงไหน

หลายคนอาจรู้สึกหงุดหงิดทุกครั้งที่เห็นสิวบนใบหน้า โดยเฉพาะจุดเด่น ๆ อย่างสิวที่จมูก หรือสิวที่หน้าผาก จนอดใจไม่ไหวและลงมือบีบสิวทันที ยิ่งสิวเม็ดไหนที่มีหัวหนองโผล่ออกมาแล้วด้วย ก็ยิ่งอยากบีบให้หนองมันแตกออกมาให้ได้ แต่รู้หรือไม่ว่าการบีบสิวนั้นอาจทำร้ายผิวมากกว่าที่คิด จริงอยู่ที่เวลาบีบแล้วคุณอาจหายปวดเวลาทันที แต่ผ่านไปได้ไม่นานสิวที่เคยหายไปก็กลับมาเยือนตำแหน่งเดิมอีกแล้ว ว่าแต่ทำไมถึงเป็นแบบนั้นล่ะ? แล้วเราจะจัดการยังไงดี มีสิวแบบไหนบีบได้บ้าง หรือไม่ควรบีบเลย บทความนี้มีคำตอบ สิวควรบีบไหม? ก่อนอื่นเรามาทำความเข้าใจเกี่ยวกับการบีบสิวกันสักนิด เพราะคนส่วนใหญ่เข้าใจผิดว่า ถ้าอยากให้สิวหายก็แค่กดหรือบีบเอาหัวสิวออกสิ บางคนรู้สึกปวดจนทนไม่ไหวเวลาหัวหนองโผล่ขึ้นมา แต่ในอีกหลายคนพอเห็นหัวหนองแล้วก็อดใจไม่ไหวและบีบสิวให้มันจบๆ ไป ทว่าในทางทางการแพทย์ การบีบสิวด้วยตัวเองเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำอย่างยิ่ง จริงอยู่ที่หัวหนองอาจจะหลุดออก แต่แรงกดที่ไม่เหมาะสมและมือที่ไม่สะอาด อาจดันเชื้อแบคทีเรียให้ลงไปในผิวชั้นลึกและซ้ำเติมให้เซลล์ผิวบอบช้ำมากยิ่งขึ้น นำไปสู่อาการอักเสบลุกลาม เกิดรอยดำ รอยแดง และทิ้งรอยแผลเป็นถาวรไว้บนใบหน้าอีกด้วย ทำไมบีบสิวแล้วบวม? การบีบสิวจะสร้างแรงกดและแรงเค้นอย่างรุนแรงจนทำให้เนื้อเยื่อและผนังรูขุมขนใต้ผิวหนังปริแตก แถมยังพาเชื้อแบคทีเรีย คราบไขมัน และสิ่งสกปรกทั้งจากสิวและนิ้วมือของเราดันลงไปลึกถึงชั้นผิวหนังแท้ ร่างกายจึงตอบสนองด้วยการส่งเม็ดเลือดขาวและลำเลียงของเหลวมายังบริเวณที่บีบสิวเพื่อกำจัดเชื้อโรคทันที ส่งผลให้ผิวบริเวณนั้นบวมแดง ตึงระบม และอักเสบรุนแรงกว่าเดิมหลายเท่า ถ้าไม่บีบสิว สิวจะหายไหม? ที่จริงแล้วสิวสามารถหายเองได้แม้ว่าจะเป็นสิวที่หูหรือใบหน้าก็ตาม เนื่องจากร่างกายของเรามีกลไกตามธรรมชาติสำหรับจัดการและฟื้นฟูตัวเอง โดยระบบภูมิคุ้มกันจะส่งเม็ดเลือดขาวมากำจัดเชื้อแบคทีเรียและย่อยสลายสิ่งอุดตันภายในรูขุมขน รวมถึงกระตุ้นการผลัดเซลล์ผิวเพื่อดันให้หัวสิวออกมาเอง ซึ่งกระบวนการนี้อาจใช้เวลาภายในไม่กี่วันไปจนถึง 2-3 สัปดาห์ ขึ้นอยู่กับประเภทของสิวและการดูแลตัวเอง แต่หากต้องการรักษาสิวแบบเร่งด่วนก็มีวิธีการรักษาทางการแพทย์ที่ปลอดภัยต่อผิวหน้าของเรา อย่างการฉีดสิวด้วยยาสเตียรอยด์ การทายา หรือใช้เครื่องมือปลอดเชื้อในการกดสิวด้วยเช่นกัน […]

pm_content

August 18, 2026

สิวหัวช้าง เกิดจากอะไร? รู้วิธีรักษาสิวหัวช้างได้ในบทความนี้

“สิวหัวช้าง” หรือที่หลายคนเรียกกันว่า สิวซีสต์ (Cystic Acne) เป็นสิวอักเสบชนิดรุนแรงที่สุด มักมีขนาดใหญ่ เจ็บปวด บวมแดง และหากปล่อยทิ้งไว้อาจทิ้งรอยแผลเป็นที่รักษายากไว้บนใบหน้า โดยในบทความนี้ Pimplecenter จะพามาหาคำตอบ สิวหัวช้าง เกิดจากอะไร และมีวิธีรักษาและดูแลอย่างไร ป้องกันยังไงไม่ให้กลับมาเป็นซ้ำ สิวหัวช้าง เกิดจากอะไร? 1. การอุดตันของรูขุมขนและต่อมไขมัน สิวหัวช้าง เกิดจากการอุดตันของรูขุมขนและต่อมไขมัน เมื่อร่างกายผลิตน้ำมัน (Sebum) มากเกินไป เมื่อรวมกับเซลล์ผิวที่ตายแล้ว และสิ่งสกปรกบนใบหน้า ก็จะทำให้รูขุมขนอุดตัน จนเกิดการสะสมของเชื้อแบคทีเรีย P. acnes ส่งผลให้เกิดสิวอักเสบขนาดใหญ่ที่เรียกว่าสิวหัวช้างนั่นเอง 2. ฮอร์โมนแปรปรวน สาเหตุของสิวหัวช้าง เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน โดยเฉพาะในช่วงวัยรุ่น วัยเจริญพันธุ์ หรือช่วงก่อนมีประจำเดือน ฮอร์โมนที่สูงขึ้นอย่างรวดเร็ว (โดยเฉพาะฮอร์โมนเพศชาย หรือฮอร์โมน Androgen) จะทำให้ต่อมไขมันทำงานหนัก จนก่อให้เกิดสิวหัวช้างได้ง่ายนั่นเอง 3. พันธุกรรม ปัจจัยทางพันธุกรรม มีเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดสิวหัวช้างได้เช่นกัน หากคนในครอบครัวมีประวัติเป็นสิวอักเสบเรื้อรังหรือสิวหัวช้าง ก็มีแนวโน้มสูงที่ลูกหลายรุ่นถัดไป จะมีปัญหาผิวในลักษณะเดียวกัน เนื่องจากโครงสร้างผิวและการทำงานของต่อมไขมันอาจถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้ 4. […]

PimpleCenter Writer

September 15, 2025

แชร์วิธีรักษารอยสิวที่หลังให้หาย หลังเป็นสิวเกิดจากอะไร มาดูกัน

“รอยสิวที่หลัง” หรือที่เรียกกันว่า Back Acne (Bacne) ไม่เพียงแต่สร้างความไม่สบายตัวเวลาสวมเสื้อผ้า แต่ยังทิ้งรอยสิวเอาไว้ ซึ่งอาจจะเป็นรอยแดง รอยดำ หรือรอยแผลเป็น ทำให้สูญเสียความมั่นใจเวลาใส่เสื้อผ้าโชว์แผ่นหลัง สวมเสื้อเปิดไหล่ หรือใส่ชุดว่ายน้ำ โดยในบทความนี้ จะพาไปดูสาเหตุที่ทำให้หลังเป็นสิว พร้อมแชร์วิธีรักษารอยสิวที่หลังแบบเร่งด่วน ต้องทำยังไง มาดู รอยสิวที่หลัง เกิดจากอะไร? สาเหตุที่ทำให้หลังเป็นสิวนั้น เกิดจากการอุดตันของรูขุมขนจากไขมันส่วนเกิน เหงื่อ และเซลล์ผิวที่ตายแล้ว ซึ่งจะทำให้เกิดการสะสมของแบคทีเรียและนำไปสู่การอักเสบนั่นเอง โดยปัจจัยที่กระตุ้นให้เกิดสิวที่หลัง ได้แก่ ความเครียด, การพักผ่อนน้อย, การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนเมื่อมีประจำเดือน, การใส่เสื้อผ้ารัดแน่น, เหงื่อที่สะสมจากการออกกำลังกาย และการใช้ผลิตภัณฑ์ที่อุดตันรูขุมขน เช่น ครีมหรือยาสระผมบางชนิด ประเภทของรอยสิวที่หลัง  รักษารอยสิวที่หลังแบบเร่งด่วน 1. ทำความสะอาดที่ถูกวิธี รักษารอยสิวที่หลังแบบเร่งด่วนที่สามารถทำได้ง่าย ๆ ก็คือการทำความสะอาดให้ถูกวิธี โดยใช้สบู่หรือเจลอาบน้ำที่มีส่วนผสมของ AHA, BHA หรือ Tea Tree Oil เพื่อช่วยลดการอุดตันและผลัดเซลล์ผิว และหลีกเลี่ยงการใช้ฟองน้ำหรือใยขัดผิวแรง ๆ เพราะจะกระตุ้นให้รอยสิวชัดขึ้น หากมีการออกกำลังกายมา ควรอาบน้ำภายใน […]

PimpleCenter Writer

July 31, 2025

ยารักษาสิว Doxycycline กับ Tetracycline เลือกใช้อย่างไร

Doxycycline และ Tetracycline เป็นยาปฏิชีวนะที่ใช้ในการรักษาสิว โดยเฉพาะสิวอักเสบ ทั้งสองมีคุณสมบัติที่ช่วยลดการอักเสบและเชื้อแบคทีเรียในรูขุมขน แต่มีความแตกต่างกันในด้านของการใช้งานและผลข้างเคียง กลไกการทำงาน การดูดซึมและการรับประทาน ผลข้างเคียง ความเหมาะสมในการใช้ การป้องกันการดื้อยา ควรกินให้ต่อเนื่องและครบโดสตามที่แพทย์แนะนำ และควรใช้ยาทาควบคู่ด้วย เช่น ยาทา Benzac, ยาทา Differin หรือยาอื่นๆ ที่มีส่วนช่วยในการฆ่าเชื้อ เพื่อลดโอกาสในการดื้นยา

PimpleCenter Writer

September 24, 2024

ยาทาสิว Benzac (Benzoyl Peroxide) ประเภทสิว และวิธีการทา

Benzac เป็นผลิตภัณฑ์ยาทาสิวที่มีสารออกฤทธิ์หลักคือ Benzoyl Peroxide ซึ่งเป็นส่วนผสมที่มีประสิทธิภาพในการรักษาสิวโดยเฉพาะ สิ่งนี้ช่วยลดการอักเสบและฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เกิดสิว โดยมักใช้ในรูปแบบครีม เจล หรือโลชั่น การทำงานของ Benzac เหมาะกับสิวแบบไหน? วิธีการทา Benzac ข้อควรระวังในการทา Benzac ระยะเวลาที่ต้องทา Benzac กับ Differin ต่างกันอย่างไร Benzac และ Differin เป็นยาทาสิวที่มีสารออกฤทธิ์แตกต่างกันและทำงานในรูปแบบที่ไม่เหมือนกัน ทั้งสองชนิดมีประสิทธิภาพในการรักษาสิว แต่เหมาะสำหรับสภาพผิวและประเภทสิวที่แตกต่างกัน 1. สารออกฤทธิ์ 2. กลไกการทำงาน 3. ประเภทสิวที่เหมาะสม 4. วิธีการใช้ 5. ข้อควรระวัง

PimpleCenter Writer

August 22, 2024

Acnotin เหมาะกับสิวแบบไหน ควรทานอย่างไร

Acnotin เป็นยาที่มีสารออกฤทธิ์หลักคือ Isotretinoin ซึ่งเป็นอนุพันธ์ของวิตามิน A มักใช้ในการรักษาสิวที่รุนแรง โดยเฉพาะในกรณีที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาแบบทั่วไป เช่น การใช้เบนโซอิล เพอร์ออกไซด์หรือกรดซาลิไซลิก Acnotin เหมาะสำหรับคนเป็นสิวแบบไหน? อันตรายและข้อควรระวังในการใช้ Acnotin โดสในการทาน Acnotin เพื่อรักษาสิวอักเสบรุนแรง ระยะเวลาการกิน โดส ยี่ห้อของยา Isotretinoin ทั้งหมดล้วนแต่เป็นสาร Isotretinoin โดยผลิตด้วยแบรนด์ที่ต่างกัน และแต่ละยี่ห้ออาจมีโดสและความเข้มข้นที่ต่างกัน ควรให้แพทย์สั่งจ่าย ไม่ควรซื้อทานเองเด็ดขาด

PimpleCenter Writer

April 16, 2024

5 ยาทาสิวพื้นฐานครอบคลุมทุกประเภทสิว

สิวเป็นปัญหาผิวที่พบได้บ่อยในผู้คนทุกวัย โดยสามารถแบ่งออกเป็นประเภทต่าง ๆ ตามลักษณะและสาเหตุของการเกิดสิว เช่น สิวอุดตัน (Comedonal Acne) ซึ่งมักเกิดจากการสะสมของน้ำมันและเซลล์ผิวที่ตายแล้ว สิวอักเสบ (Inflammatory Acne) ที่มีลักษณะแดงและบวม รวมถึงสิวหัวหนองที่มักมีหนองภายใน สิวแต่ละประเภทต้องการการรักษาที่แตกต่างกัน ซึ่งยาทาสิวที่มีอยู่ในตลาดก็มีหลายชนิดที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อให้เหมาะสมกับประเภทของสิวที่แตกต่างกัน การเลือกใช้ยาทาสิวที่เหมาะสมจึงเป็นสิ่งสำคัญ ไม่เพียงแต่จะช่วยลดสิวได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ยังช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์ได้อีกด้วย ในบทความนี้ เราจะสำรวจยาทาสิวแต่ละประเภทและการทำงานของพวกเขาเพื่อให้คุณสามารถเลือกใช้ได้อย่างเหมาะสมและปลอดภัยกับผิวของคุณ ยาทาสิวพื้นฐานที่แพทย์นิยมจ่ายในผู้ที่เริ่มต้นเป็นสิว ถึงแม้จะเป็นยาทาสิวพื้นฐานที่หาซื้อได้ทั่วไป แต่แนะนำให้ปรึกษาแพทย์ก่อนทุกครั้งเพราะอาจมีผลข้างเคียงได้ในแต่ละคนไม่เหมือนกัน 1. เบนโซอิล เพอร์ออกไซด์ (Benzoyl Peroxide) สารประกอบ: C14H10O4 การทำงาน: เบนโซอิล เพอร์ออกไซด์ทำงานโดยการลดแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของสิว (Propionibacterium acnes) และมีคุณสมบัติในการผลัดเซลล์ผิว ทำให้สิวอุดตันหลุดออกได้ง่ายขึ้น รักษาสิวประเภทใด: สิวหัวดำและสิวหนอง ข้อควรระวัง: อาจทำให้เกิดการระคายเคือง แห้ง และมีอาการลอกของผิวหนัง จึงควรใช้ในปริมาณที่เหมาะสม 2. กรดซาลิไซลิก (Salicylic Acid) สารประกอบ: C7H6O3 การทำงาน: กรดซาลิไซลิกเป็นกรดเบต้าไฮดรอกซิลที่มีคุณสมบัติในการผลัดเซลล์ผิวและลดการอุดตันในรูขุมขน ช่วยให้สิวประเภทหัวดำและสิวหัวขาวลดลง รักษาสิวประเภทใด: […]

PimpleCenter Writer

February 15, 2024